อัพบล็อคครั้งนี้ ไม่ใช่จะมาSale มาบ่น มาัอัพรูปนะคะ
 
มาอัพบันทึกของคนๆนึงที่มินับถือเป็นพี่ คนที่มิรักเค้า เคารพเค้า มิรักหัวใจเค้าค่ะ ^^
 
เรื่องนี้ยาวนะคะ แต่อยากจะให้อ่านค่ะ...รบกวนแชร์ให้หน่อยนะคะ เพราะเป็นครั้งสุดท้ายของพี่เค้าแล้วค่ะ
 
เป็นบันทึกที่พี่เค้าไปใช้ชีวิตร่วมกับผู้ประสบภัยน้ำท่วมค่ะ
 
 
ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้พูดคุยเล่นกับเพื่อนๆ ว่า

"ผมอยากจะไปย่ำน้ำที่อยุธยา"
 
ผมเห็นทางโทรทัศน์แล้ว แต่ผมไม่ได้ "ฟิลลิ่ง" (Feeling) เลยอยากจะลองไปย่ำๆ แตะๆ ดูสักครั้ง
แน่นอนว่า เพื่อนๆ ของผมหัวเราะ และบอกว่า อยู่ "กทม." ก็สบายๆ อยู่แล้ว จะหาเรื่องไปทำไมกัน ?

ผมได้มีโอกาสออกเดินทางไปยังที่ต่างๆ เพื่อดูว่า "น้ำท่วม" มันเป็นยังไงกันแน่...
ผมคิดเพียงแต่ว่า "น้ำท่วม" ก็แค่เดินลุยน้ำไปเท่านั้น ไม่ได้คิดถึงสิ่งอื่นเลย กระทั่งได้เข้าไปถึงพื้นที่นั้นจริงๆ
ผมทั้งเกาะ ทั้งโบกรถที่ออกจากกทม. โดยเน้นรถที่เป็นรถกระบะ เพราะจะได้นั่งกระบะหลัง และจะได้เสพบรรยากาศระหว่างทางได้อย่างเต็มที่

เชื่อไหม ? ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองไปที่ไหนมาบ้าง
หลังจากรถกระบะ ผมก็ได้ขอขึ้นรถขนตู้คอนเทรนเนอร์ ที่นำสิ่งของไปบริจาค เพื่อให้แน่ใจว่า ตัวเองจะไปถึงพื้นที่น้ำท่วม แน่ๆ

หลังจากเกาะรถชาวบ้านมาเกือบ 3 ชั่วโมง และขลุกอยู่บนรถขนตู้คอนเทรนเนอร์ นานอีกไม่รู้กี่ชั่วโมงผมก็ได้มาถึง ที่นี่แหละ

"โกลาหน", "ชุลมุน" มันอะไรกันเนี่ย...ทำไม ? มันแลดูวุ่นวายขนาดนี้

เข้าสู่พื้นที่น้ำท่วม แรกๆ น่ะผมก็เดินลุยเข้าไปกับ บรรดาพวกที่จะเอาสิ่งของไปแจกจ่ายช่วยเหลือชาวบ้าน กระแสน้ำที่ระดับหัวเข่า
ไม่ทำให้ผมรู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย แต่ทำไม ? ยิ่งเดินยิ่งเหนื่อย ยิ่งยกเท้าลำบาก ยิ่งรู้สึกว่า ย่างก้าวของเรานั้นไม่ปกติ และรู้สึกว่า
เรากำลังจะถูกกระแสน้ำพัดปลิวไป... ผมเป็นคนตัวเล็กๆ หนักแค่ 45 กิโลกรัม ร่างกายอ่อนแอ และมีโรคประจำตัว แต่ก็ไม่วาย
แส่หาเรื่องใส่ตัวเองจนได้

ผมเริ่มจะต้านแรงน้ำไม่ไหว เลยไปเกาะ อาสาคนหนึ่งเป็นผู้ชาย...เพื่อให้เขาช่วยพยุงไว้ แรกๆ ก็แค่จับมือนะ หลังๆ เขาคงเห็นว่าผมคงจะไม่ไหว เลยเอาเข็มขัด รัดตัวเขากับผมไว้ เพื่อให้ผมไม่ปลิวไปตามกระแส เราเริ่มมองหาความช่วยเหลือ เพราะถ้ายิ่งถลำไปลึกกว่านี้ มีหวังถูกกระแสน้ำพัดปลิวทั้งสองคนแน่ๆ เราเดินไปเรื่อยๆ ระดับน้ำอยู่ที่ "เอว" ของเรา มีเรือขนถุงยังชีพกำลังแล่นเข้ามา...

ผู้ชายคนนั้นโบกเรือ และขอให้ผมได้ไปกับเรือด้วย ส่วนตัวเขาจะคอยช่วยเหลือ ผู้อพยพ ที่เดินออกมาอยู่ตรงนี้ !

ผมได้นั่งเรือ ที่เต็มไปด้วย ถุงยังชีพ ผมถามว่า ทำไม ? พวกเขาไม่ออกมากันหล่ะ เขาอยู่กันได้ยังไง น้ำแรงขนาดนี้ และระดับน้ำขนาดนี้พี่ๆ หันมายิ้มให้ผม แล้วบอกว่า "เหตุผลของแต่ละคนน่ะ มันไม่เหมือนกันหรอกนะจ๊ะ" เหมือนกับเธอไง เธอมาที่่ทำไมหล่ะ

ผมนั่งคิดอะไรไปเรื่อย "ผมมาที่นี่ ก็เพราะมีเหตุผลของผมเอง และมันเป็นเหตุผลที่ไม่มีเพื่อนคนไหน อยากจะตามมาด้วยหรอก" แต่ผมก็ยังดิ้นรนเพื่อที่จะมา มาสัมผัสในสิ่งที่ผมอยากรู้ มาลองดูในสิ่งที่ผมอยากเห็น และมาเป็นในสิ่งที่ผมไม่เคยเป็น

การช่วยเหลือดำเนินไปอย่างช้าๆ เพราะพวกเราแทบจะไม่รู้เส้นทางกันเลย มองไปทางไหน ก็เห็นแต่น้ำไปหมด เหมือนเรานั่งเรืออยู่ในทะเล
เราเห็น หลังคาโผล่ เราก็เข้าไปใกล้ๆ เราเห็นคนโบกมือ เราก็เข้าไป เราไปต่อข้างหน้าเรื่อยๆ อย่างไม่เส้นทาง เพียงเพื่อให้เราจัดการกับถุงยังชีพที่อยู่บนเรือให้หมด (ทีแรกผมคิดว่า มันถูกจัดมาให้กับทุกๆ ครัวเรือน ที่โดนน้ำท่วม ถ้ามันหมด ก็คือเสร็จหน้าที่) แต่มันไม่ใช่แบบนั้น สิ่งที่ผมคิดมันดูจะผิดเพี้ยนไป "ถุงยังชีพ" ไม่ได้ถูกจัดมาให้กับครัวเรือนทุกๆ หลัง มันถูกจัดมาเท่าที่หาได้ ซึ่งมองดูยังไงก็คงไม่พอ

"ลองคิดง่ายๆ ว่า มีครัวเรือนสัก 1,000 หลังคา แต่ถุงยังชีพมีเพียง 500 ถุง"
เราไม่รู้หรอกว่าใครติดอยู่ที่ไหนบ้าง เราไม่รู้หรอกว่า หลังคานี้เขาอพยพออกมากันหรือยัง เราไม่รู้เลย ที่เรารู้ก็เพียงแค่ว่า ชาวบ้านได้ยินเสียงเรือ ได้ยินเสียงเครื่องยนตร์ ก็พยายามจะโผล่หน้าออกมาบ้าง บ้างก็ลอยคอออกมา บ้างก็ลอยมากับห่วงยาง เราถึงได้รู้ว่า "นี่แหละ" ที่นี่ยังคงมีคนตกค้างอยู่
ผมนึกได้ในทันที "แล้วถ้าเขาไม่สามารถลอยคอออกมาได้หล่ะ" เท่ากับว่า จะไม่มีใครรับรู้เลยเหรอว่า เขากำลังลำบากอยู่ข้างใน ผมนึกถึงความรู้สึกของคนป่วย หรือไม่ก็คนชรา ที่เรี่ยวแรงไม่ค่อยจะมี นอนรอความช่วยเหลือ ถึงแม้ว่าจะได้ยินเสียงเรือมา แต่ก็ไม่สามารถส่งสัญญาณให้เรือได้รับรู้ว่า ยังมีคนที่ต้องการความช่วยเหลืออยู่ที่นี่นะ

ผมเป็นคนแบบนั้น "ถ้าได้คิด" แล้ว มันจะไม่มีทางจบลง มันจะคิดต่อไปต่างๆ นานา


เอาหล่ะ, ถุงยังชีพใกล้จะหมดแล้ว เหลืออีกไม่กี่ถุงเอง

เหลือบไปเห็นคนพายเรืออยู๋ไกลๆ เราเลยได้เข้าไปหา และส่งถุงยังชีพถุงสุดท้ายบนเรือให้กับเขา พวกเราได้มีการสนทนากันอยู่เกือบ 10 นาที ทำให้เรารู้ว่าข้างในนั้นยังคงมีบ้านอีกหลายหลัง ยังมีคนอีกหลายครัวเรือนติดอยู่ และบางครัวเรือนก็ปักหลัก และไม่คิดจะอพยพออกมา พวกเราไปถึงยังที่ไหนก็ไม่รู้ เราเห็นว่า มีหลายครัวเรือนที่กำลังรอรับความช่วยเหลืออยู่ตรงนั้น พวกที่เข้ามาแจกถุงยังชีพจึงได้ตัดสิ่นใจว่า เราจะออกไปเอาถุงยังชีพ และกลับมาแจกที่นี่ เป็นอีกครั้งที่ผมขอลงเรือ และเกาะเรือของชาวบ้าน ไปพร้อมๆ กับชาวบ้าน ไปดูว่า เขาอยู่กันยังไง ไปดูว่า มีคนติดค้างอีกเยอะไหม ? เพราะแน่นอนว่า เรือจะมาส่งถุงยังชีพที่นี่อีก และผมจะกลับออกไปพร้อมกับพวกเขาตอนนั้น ระหว่างนี้ ผมขอไปดูว่า ชาวบ้านเขาอยู่กันยังไง อันที่จริงความรู้สึกตอนนั้นมันเป็น
ความรู้สึกของ "ความเป็นห่วง", "ความห่วงใย" ไม่รู้สิ ผมเชื่อว่า คงไม่มีใครในโลก ที่จะรัก และเป็นห่วงคนอื่นมากกว่า "ตัวเอง" แต่รู้สึกว่า "ตัวผมเอง" มันไม่มีค่าอะไรให้ "ห่วงใย" อีกแล้ว คนที่มีโรคประจำตัว และร่างกายอ่อนแออย่างผมเนี่ย พร้อมจะสละลมหายใจของตัวเองไปเมื่อไรก็ได้...ถ้ามันทำให้เป็นสุขเพราะถึงอยู่ต่อไปอย่าง "ทรมาน" มันก็คงจะเป็น "ภาระ" ให้กับคนอื่นๆ และถึงแม้ว่า เขาเหล่านั้นจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม แต่อย่างน้อยๆ ผมก็ไม่อยากทำให้ใครเดือดร้อน ;p
 
JR. Junior
 
เดี๋ยวเอามาลงต่อค่ะ

Comment

Comment:

Tweet

อ่านแล้วได้คิดอะไรหลายอย่างเลยค่ะ
รู้สึกว่าตัวเราเองไม่เป็นอะไรยังทำไม่ได้ขนาดพี่เขาเลย
เป็นกำลังใจให้นะคะ อยากอ่านต่อ
ขอบคุณคุณมิที่นำมาให้อ่านนะคะ

#5 By บ้านผัก on 2011-11-05 19:49

ให้กำลังใจครับT_T

#4 By ระวี on 2011-10-27 15:30

ตอบ CHEEZE!

พี่เค้าบอกมิว่า เค้าเป็นโรคมะเร็งนะคะ อยู่ต่อได้อีกไม่นานแล้ว อาจจะไม่ได้เขียน ไม่ได้ทำอะไรแบบนี้อีก ประมาณนั้นมั้งคะ

#3 By ...AYAMI... on 2011-10-22 00:58

open-mounthed smile

#2 By anything else on 2011-10-22 00:56

อยากอ่านต่อครับ อยากรู้ว่า ครั้งสุดท้ายที่ว่านี่หมายถึงอะไร??

#1 By ระวี on 2011-10-22 00:53